Anthony Scaramucci ผู้ก่อตั้ง SkyBridge Capital และหนึ่งในผู้คร่ำหวอดในวงการการเงินและการลงทุน ได้ออกมาตอกย้ำความเชื่อมั่นในแนวคิดที่ว่า วัฏจักร 4 ปี Bitcoin ยังคงดำเนินไปอย่างแข็งแกร่ง โดยเขาคาดการณ์ว่าราคาของ BTC จะปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ท่ามกลางกระแสการวิเคราะห์ถึงทิศทางของตลาดคริปโตเคอร์เรนซี การคาดการณ์ของ Scaramucci ตอกย้ำถึงทฤษฎีที่นักลงทุน Bitcoin จำนวนมากให้ความสำคัญ ซึ่งเชื่อว่าราคาของบิตคอยน์มักจะปรับตัวขึ้นเป็นเวลาสามในสี่ปี และจะลดลงในปีสุดท้าย ก่อนที่จะกลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้งในวัฏจักรถัดไป ข่าวนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากแหล่งข่าวอย่าง CoinTelegraph และสร้างความหวังให้กับนักลงทุนที่กำลังมองหาสัญญาณเชิงบวกในตลาด Scaramucci กับความเชื่อมั่นในวัฏจักร 4 ปี Bitcoin Anthony Scaramucci เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่มีประสบการณ์ และเป็นผู้สนับสนุน Bitcoin ตัวยงมาหลายปี เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของทำเนียบขาวช่วงสั้นๆ แต่บทบาทที่โดดเด่นที่สุดคือการเป็นผู้ก่อตั้ง SkyBridge Capital ซึ่งเป็นบริษัทที่ลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย รวมถึงคริปโตเคอร์เรนซีด้วย Scaramucci มักจะกล่าวถึงความสำคัญของวัฏจักร Bitcoin และเชื่อว่ารูปแบบราคาที่เกิดขึ้นซ้ำๆ นั้นไม่ได้เป็นเพียงความบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากกลไกทางเศรษฐศาสตร์ของ Bitcoin เอง เขาเชื่อว่านักลงทุนควรมองข้ามความผันผวนระยะสั้น และให้ความสำคัญกับภาพใหญ่ของวัฏจักร Bitcoin ซึ่งในระยะยาวแล้วมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยม การคาดการณ์ของเขาที่ว่า BTC จะพุ่งขึ้นในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้จึงเป็นเหมือนการยืนยันถึงความเชื่อมั่นในทฤษฎีนี้ แก่นของวัฏจักร 4 ปี Bitcoin: Halving คือหัวใจ หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อน วัฏจักร 4 ปี Bitcoin คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Bitcoin Halving” ซึ่งเป็นการลดรางวัลการขุด Bitcoin ลงครึ่งหนึ่งทุกๆ ประมาณสี่ปี หรือทุกๆ 210,000 บล็อกที่ถูกขุดได้ ปรากฏการณ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมอุปทานของ Bitcoin ทำให้มันเป็นสินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัดและมีภาวะเงินฝืด (deflationary asset) ที่แท้จริง เมื่อรางวัลการขุดลดลง อัตราการผลิต Bitcoin ใหม่เข้าสู่ตลาดก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งส่งผลให้เกิด “อุปทานช็อก” (supply shock) ในขณะที่ความต้องการ (demand) ยังคงมีอยู่หรือเพิ่มขึ้น เมื่ออุปทานลดลงและอุปสงค์คงที่หรือเพิ่มขึ้นตามหลักเศรษฐศาสตร์ ราคาของสินทรัพย์นั้นก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น การ Halving ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2024 ซึ่งเป็นการลดรางวัลจาก 6.25 BTC เหลือ 3.125 BTC ต่อบล็อก ตามทฤษฎีแล้ว หลังจากเหตุการณ์ Halving ตลาดมักจะเข้าสู่ช่วงสะสมพลังงานก่อนที่จะเกิดภาวะกระทิง (bull run) ครั้งใหญ่ในอีก 12-18 เดือนถัดมา และนี่คือสิ่งที่ Scaramucci กำลังให้ความสำคัญ สำหรับผู้ที่สนใจในกระบวนการขุดและการเปลี่ยนแปลงความยากในการขุดที่เกี่ยวข้องกับ Halving สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ความยากในการขุด Bitcoin ลด 7.7%: โอกาสทองนักขุด? เพื่อทำความเข้าใจถึงปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่ออุปทานของ Bitcoin ถอดรหัสประวัติศาสตร์: สถิติและพฤติกรรมราคา BTC ในแต่ละวัฏจักร ประวัติศาสตร์ของ Bitcoin ได้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบที่สอดคล้องกับทฤษฎี วัฏจักร 4 ปี Bitcoin มาแล้วหลายครั้ง นับตั้งแต่การ Halving ครั้งแรกในปี 2012 จนถึงครั้งล่าสุดในปี 2024 แต่ละวัฏจักรมีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจ: วัฏจักรแรก (Halving 2012): หลังจาก Halving ราคา BTC ก็เริ่มพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากไม่กี่ดอลลาร์ไปสู่ระดับ 1,000 ดอลลาร์ภายในปี 2013 วัฏจักรที่สอง (Halving 2016): ราคา Bitcoin เพิ่มขึ้นจากประมาณ 600 ดอลลาร์ไปสู่เกือบ 20,000 ดอลลาร์ในช่วงปลายปี 2017 สร้างสถิติสูงสุดใหม่ วัฏจักรที่สาม (Halving 2020): ตลาดกระทิงรอบใหญ่ได้ผลักดันราคา BTC จากประมาณ 9,000 ดอลลาร์ไปสู่ 69,000 ดอลลาร์ในช่วงปลายปี 2021 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดตลอดกาลในขณะนั้น วัฏจักรที่สี่ (Halving 2024): เป็นวัฏจักรปัจจุบันที่เรากำลังเฝ้าดูอยู่ โดยมีราคา BTC ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ก่อน Halving และหลังจาก Halving ก็ยังคงรักษาระดับราคาไว้ได้ดี จากสถิติเหล่านี้ สิ่งที่น่าสังเกตคือ หลังจาก Halving จะมีช่วงที่ตลาด “สะสมพลัง” ก่อนจะเข้าสู่ภาวะกระทิงอย่างเต็มตัว ซึ่งมักจะกินเวลาประมาณ 12-18 เดือน โดยช่วงเวลาที่ราคาปรับตัวลดลงหรือทรงตัวในปีสุดท้ายของวัฏจักรก็เป็นส่วนหนึ่งของกลไกการปรับฐาน ก่อนที่จะมีแรงซื้อกลับเข้ามาผลักดันราคาให้สูงขึ้นไปอีก ปัจจัยเสริมที่ขับเคลื่อน Bitcoin นอกเหนือจากวัฏจักรธรรมชาติ แม้ว่า วัฏจักร 4 ปี Bitcoin จะเป็นปัจจัยสำคัญที่หลายคนใช้คาดการณ์ราคา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีปัจจัยภายนอกอื่นๆ อีกมากมายที่ส่งผลกระทบต่อราคา BTC ในระยะสั้นและระยะกลาง ปัจจัยเหล่านี้รวมถึง: สภาวะเศรษฐกิจมหภาค: อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย นโยบายการเงินของธนาคารกลาง และภาวะเศรษฐกิจโลก ล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและทิศทางการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง หากต้องการทราบว่า Bitcoin แข็งแกร่งเพียงใดท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจ สามารถอ่านบทความ ทองคำสะดุด! บิตคอยน์ยังแกร่งท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจมหภาค การยอมรับจากสถาบัน: การเข้ามาของนักลงทุนสถาบันและบริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงการอนุมัติกองทุน Bitcoin ETF ได้เพิ่มสภาพคล่องและความน่าเชื่อถือให้กับ Bitcoin อย่างมาก กฎระเบียบและนโยบาย: การกำกับดูแลคริปโตเคอร์เรนซีที่ชัดเจนหรือไม่ชัดเจนในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มีผลอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับการกำกับดูแลคริปโตในสหรัฐฯ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ การกำกับดูแลคริปโตในสหรัฐฯ: ความชัดเจนที่ตลาดไม่แยแสทำไม? นวัตกรรมและเทคโนโลยี: การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ บนเครือข่าย Bitcoin เช่น Lightning Network หรือ Ordinals ก็สามารถเพิ่มประโยชน์ใช้สอยและความน่าสนใจให้กับ BTC ได้ เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์: ความไม่แน่นอนทางการเมือง สงคราม หรือวิกฤตการณ์ต่างๆ ทั่วโลก อาจทำให้นักลงทุนหันมาหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่น ทองคำ หรือในบางกรณีก็คือ Bitcoin ปัจจัยเหล่านี้ทำงานร่วมกันและสร้างความซับซ้อนให้กับตลาด ทำให้การวิเคราะห์ราคา Bitcoin ต้องพิจารณาจากหลายมุมมอง ไม่ใช่แค่เพียงวัฏจักร Halving เท่านั้น การคาดการณ์อนาคต: Bitcoin ในไตรมาส 4 และปีถัดไป จากมุมมองของ Anthony Scaramucci และผู้ที่เชื่อใน วัฏจักร 4 ปี Bitcoin การคาดการณ์การพุ่งขึ้นของ BTC ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ดูเหมือนจะมีเหตุผลสนับสนุนที่แข็งแกร่ง ปัจจัยที่อาจผลักดันราคาได้แก่: ผลกระทบต่อเนื่องจากการ Halving: หลังจากช่วงปรับฐานหรือสะสมพลังงาน ราคา Bitcoin มักจะเริ่มสร้างโมเมนตัมขาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การไหลเข้าของเงินทุนสู่ Bitcoin ETF: กองทุน Spot Bitcoin ETF ที่ได้รับการอนุมัติในสหรัฐฯ ยังคงเป็นช่องทางสำคัญที่ดึงดูดเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันและรายย่อยให้เข้ามาในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง นโยบายการเงินของธนาคารกลาง: หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มลดอัตราดอกเบี้ย หรือมีสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน จะส่งผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึง Bitcoin ความเชื่อมั่นของนักลงทุน: เมื่อตลาดเริ่มมองเห็นสัญญาณเชิงบวก ความเชื่อมั่นจะกลับมา และแรงซื้อก็จะเพิ่มขึ้น “ผมยังคงเชื่อมั่นในวัฏจักร 4 ปีของ Bitcoin อย่างมาก มันเป็นกลไกที่ถูกพิสูจน์แล้วในอดีต และผมคาดการณ์ว่าเราจะได้เห็นการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้” Scaramucci กล่าว การคาดการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่าราคาจะพุ่งขึ้นเป็นเส้นตรงอย่างเดียว แน่นอนว่าระหว่างทางย่อมมีความผันผวนเกิดขึ้นเสมอ แต่ภาพรวมระยะยาวตามทฤษฎีวัฏจักรยังคงเป็นขาขึ้น ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: โอกาสและความท้าทาย สำหรับนักลงทุนไทย การคาดการณ์ของ Scaramucci และแนวคิดเรื่อง วัฏจักร 4 ปี Bitcoin ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ควรนำมาพิจารณา: โอกาสในการลงทุน: หากการคาดการณ์เป็นจริง ไตรมาส 4 อาจเป็นช่วงเวลาที่น่าจับตาสำหรับการลงทุนใน Bitcoin โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่มองการลงทุนระยะยาว ความผันผวนยังคงอยู่: แม้จะมีการคาดการณ์เชิงบวก แต่ตลาดคริปโตยังคงมีความผันผวนสูง นักลงทุนควรใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Dollar-Cost Averaging (DCA) เพื่อลดความเสี่ยง และไม่ควรลงทุนเกินกว่าที่ตนเองจะรับความเสี่ยงได้ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม: นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ Bitcoin และตลาดคริปโตอย่างรอบด้าน ทำความเข้าใจกลไก Halving และปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างมีเหตุผล พิจารณาการกระจายความเสี่ยง: การมี Bitcoin เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี อาจช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้ สิ่งสำคัญคือนักลงทุนต้องมีวินัยในการลงทุน ไม่ตื่นตระหนกไปกับข่าวลือหรือความผันผวนระยะสั้น และยึดมั่นในแผนการลงทุนที่วางไว้ สรุป: วัฏจักรที่ยังคงดำเนินไป คำกล่าวของ Anthony Scaramucci เป็นการย้ำเตือนอีกครั้งว่า วัฏจักร 4 ปี Bitcoin ยังคงเป็นแนวคิดที่ทรงอิทธิพลในตลาดคริปโต และการคาดการณ์ถึงการพุ่งขึ้นในไตรมาสที่ 4 นั้นสอดคล้องกับพฤติกรรมในอดีตของ Bitcoin อย่างไรก็ตาม การลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนจึงควรศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ แหล่งที่มา: CoinTelegraph Post navigation อัจฉริยภาพและความเสี่ยงของ STRC: โมเดลสะสม Bitcoin ที่อาจไม่โปร่งใส ราคา Bitcoin ดิ่ง! ตลาดคริปโตเจอ Liquidations เกือบ $400M