ผู้สูงอายุฮ่องกงตกเป็นเหยื่อกลโกงคริปโตสูญเงินจำนวนมาก

เรื่องราวเตือนภัยเกี่ยวกับการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ตำรวจฮ่องกงได้เปิดเผยกรณีกลโกงคริปโตสุดแสบที่ทำให้ผู้เกษียณอายุชาวฮ่องกงวัย 66 ปี ต้องสูญเสียเงินเก็บไปมากถึง 840,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 29 ล้านบาท

ผู้เสียหายรายนี้ถูกหลอกลวงถึงสามครั้งภายในระยะเวลาเพียงหกเดือน โดยมิจฉาชีพที่อ้างตัวว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนคริปโต” สัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนที่รวดเร็วและง่ายดาย และยังเสนอตัวช่วยเหลือในการกู้คืนเงินที่สูญเสียไปก่อนหน้านี้

กลโกงคริปโต: ภัยมืดที่คุกคามนักลงทุนสูงอายุ

เหตุการณ์น่าตกใจนี้เริ่มต้นขึ้นในเดือนสิงหาคม 2566 เมื่อผู้เกษียณอายุท่านนี้ถูกหลอกให้ลงทุนในแพลตฟอร์มคริปโตปลอม ซึ่งมิจฉาชีพที่ใช้ชื่อว่า “อาจารย์เจีย” ได้ชักชวนให้ลงทุนผ่านกลุ่มแชทออนไลน์ โดยอ้างว่าสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงและรวดเร็วได้

ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินลงทุนไปเกือบ 5 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือประมาณ 639,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อถึงเวลาถอนเงิน กลับไม่สามารถทำได้

การถูกหลอกลวงครั้งแรกนี้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง แต่เรื่องราวกลับซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อมิจฉาชีพใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “การหลอกกู้เงินคืน” เพื่อฉกเงินจากเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พฤติการณ์การหลอกลวงซ้ำซาก: กลยุทธ์ของมิจฉาชีพ

หลังจากการสูญเสียครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2566 ผู้เกษียณอายุท่านนี้ถูกหลอกลวงอีกครั้งโดย “ผู้เชี่ยวชาญ” อีกคนหนึ่งที่อ้างว่าจะสามารถช่วยกู้คืนเงินที่สูญเสียไปจากการหลอกลวงครั้งแรก โดยครั้งนี้ได้ทำการโอนเงินไปอีก 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 12,800 ดอลลาร์สหรัฐ

ในเดือนมกราคม 2567 มิจฉาชีพกลุ่มที่สามได้ติดต่อผู้เสียหาย โดยอ้างว่าเป็นทนายความที่สามารถช่วยกู้เงินที่ถูกขโมยไปจากทั้งสองกรณีแรก แต่มีเงื่อนไขว่าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมก้อนโต ทำให้ผู้เสียหายต้องสูญเงินเพิ่มอีก 1.5 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือประมาณ 192,000 ดอลลาร์สหรัฐ

“มิจฉาชีพมักใช้ความสิ้นหวังของเหยื่อเป็นเครื่องมือ พวกเขาจะเสนอความหวังจอมปลอมในการกู้เงินคืน ซึ่งเป็นกับดักที่อันตรายกว่าการหลอกลวงครั้งแรกเสียอีก” เจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกงกล่าวเตือน

กลยุทธ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของกลโกงคริปโต ที่ไม่ได้จบลงแค่การหลอกให้ลงทุน แต่ยังรวมถึงการหลอกให้จ่ายเงินซ้ำเพื่อกู้คืนความเสียหายอีกด้วย

บทเรียนจากกรณีศึกษา: ความเสี่ยงในการลงทุนคริปโต

กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่สะท้อนถึงความเสี่ยงของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ และผู้สูงอายุที่อาจไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเป็นตลาดที่มีความผันผวนสูงและยังขาดการกำกับดูแลที่เข้มงวดในหลายประเทศ ซึ่งแตกต่างจากตลาดการเงินแบบดั้งเดิมอย่างตลาดหุ้นหรือพันธบัตร การขาดการกำกับดูแลนี้เปิดช่องให้มิจฉาชีพใช้เป็นช่องทางในการหลอกลวงได้ง่าย

ปัจจุบัน หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกกำลังพิจารณาแนวทางในการควบคุมและกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามในการสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจน เช่นที่ วุฒิสภาสหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงกฎหมายคริปโต: Stablecoin คือกุญแจ หรือการที่ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เสนอ ลดความโปร่งใส Wall Street สวนทางบล็อกเชน ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สัญญาณเตือนภัยที่นักลงทุนควรรู้

เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของกลโกงคริปโต นักลงทุนควรระมัดระวังและสังเกตสัญญาณเตือนภัยเหล่านี้:

  • สัญญาผลตอบแทนสูงเกินจริง: หากมีใครเสนอผลตอบแทนที่สูงลิ่วและรับประกันว่าไม่มีความเสี่ยง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นกลโกง
  • เร่งรัดให้ตัดสินใจลงทุน: มิจฉาชีพมักกดดันให้คุณตัดสินใจลงทุนอย่างรวดเร็ว โดยอ้างว่าโอกาสจะหมดไป
  • ใช้ช่องทางติดต่อที่ไม่เป็นทางการ: การชักชวนผ่านโซเชียลมีเดีย, แอปพลิเคชันแชทส่วนตัว, หรืออีเมลที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • ขาดข้อมูลบริษัทหรือแพลตฟอร์ม: ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลบริษัท, ผู้บริหาร, หรือใบอนุญาตประกอบธุรกิจได้อย่างชัดเจน
  • ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมที่ไม่สมเหตุสมผล: การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อถอนเงิน, ค่าธรรมเนียมการกู้เงินคืน, หรือค่าภาษีที่แปลกปลอม
  • ให้โอนเงินไปยังบัญชีส่วนบุคคล: แพลตฟอร์มการลงทุนที่น่าเชื่อถือจะไม่ขอให้คุณโอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคล

การศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับแพลตฟอร์มการลงทุนที่เชื่อถือได้เป็นสิ่งสำคัญ นักลงทุนควรเลือกใช้บริการจากแพลตฟอร์มที่มีชื่อเสียงและมีการกำกับดูแลที่ดี ดังเช่นข้อมูลเกี่ยวกับ โครงสร้างพื้นฐาน BlinkEx แพลตฟอร์มเทรดคริปโตที่เร็วและปลอดภัย ซึ่งเป็นตัวอย่างของแพลตฟอร์มที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย

ข้อแนะนำเพื่อป้องกันตนเองจากกลโกงคริปโต

การป้องกันตนเองจากภัยกลโกงคริปโต ต้องอาศัยความรู้และความระมัดระวังเป็นอย่างสูง:

  1. ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด: ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท, แพลตฟอร์ม, และบุคคลที่ชักชวนให้ลงทุน ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศนั้นๆ
  2. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน: หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการเงินที่มีใบอนุญาตและเป็นที่ปรึกษาอิสระ
  3. ระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว: ไม่ควรให้ข้อมูลส่วนตัว, รหัสผ่าน, หรือ Private Key ของกระเป๋าคริปโตแก่ผู้อื่น
  4. เริ่มลงทุนด้วยจำนวนน้อย: หากต้องการทดลองลงทุน ควรเริ่มด้วยเงินจำนวนน้อยๆ ที่คุณพร้อมจะสูญเสีย และเพิ่มขึ้นเมื่อมีความเข้าใจและความมั่นใจมากขึ้น
  5. แจ้งความและขอความช่วยเหลือ: หากตกเป็นเหยื่อแล้ว ควรรีบแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

กรณีของผู้สูงอายุในฮ่องกงนี้ตอกย้ำว่า ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ ในโลกของการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีที่ยังคงมีความซับซ้อนและช่องโหว่ให้มิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือ

ข่าวนี้อ้างอิงจาก CoinTelegraph

สรุปผลกระทบและความหมายต่อนักลงทุนไทย

เหตุการณ์กลโกงคริปโตในฮ่องกงเป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญสำหรับนักลงทุนไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นศึกษาการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

ประเทศไทยเองก็เผชิญกับปัญหาการหลอกลวงในลักษณะคล้ายคลึงกันอยู่บ่อยครั้ง มิจฉาชีพมักใช้ช่องทางโซเชียลมีเดีย หรือแอปพลิเคชันแชท เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือปลอมๆ และชักชวนให้ลงทุนในแพลตฟอร์มที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือแม้กระทั่งหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว

นักลงทุนไทยควรถอดบทเรียนจากกรณีนี้และเพิ่มความระมัดระวังเป็นสองเท่า อย่าหลงเชื่อคำสัญญาผลตอบแทนที่สูงเกินจริง หรือคำชวนให้ลงทุนที่ฟังดูดีเกินไป จงลงทุนในความรู้ก่อนการลงทุนในสินทรัพย์ และเลือกใช้บริการจากผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทยเท่านั้น

การหมั่นศึกษาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการลงทุน และการตระหนักถึงภัยของมิจฉาชีพ จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่ช่วยให้นักลงทุนชาวไทยไม่ตกเป็นเหยื่อของกลโกงคริปโตที่นับวันยิ่งซับซ้อนและแนบเนียนมากขึ้น

By admin

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *