Pierre Rochard ซีอีโอของ Bitcoin Bond Company ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนไปยังหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับ ‘ช่องว่าง’ ในการปรับปรุงกฎระเบียบ Basel III โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin การเคลื่อนไหวครั้งนี้ตอกย้ำถึงความกังวลว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีที่ธนาคารจะจัดการกับ Bitcoin อาจเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ โดยปราศจากการอธิบายกฎเกณฑ์และหลักฐานที่ชัดเจน ในโลกที่สินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ Bitcoin กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในระบบการเงินแบบดั้งเดิม การกำหนดกฎระเบียบที่ชัดเจนและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ กำลังทบทวนและปรับปรุงกรอบการกำกับดูแล Basel III ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับความต้องการเงินทุนของธนาคาร จึงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เสียงเตือนจาก Pierre Rochard เกี่ยวกับกฎระเบียบ Bitcoin ของธนาคาร Pierre Rochard ในฐานะผู้นำของ Bitcoin Bond Company ซึ่งเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรม Bitcoin ได้แสดงความกังวลอย่างเปิดเผยว่า กระบวนการปรับปรุงกฎระเบียบ Basel III ของสหรัฐฯ อาจไม่โปร่งใสเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับธนาคารในการถือครองหรือให้บริการเกี่ยวกับ Bitcoin เขาเชื่อว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สำคัญเช่นนี้ ไม่ควรเกิดขึ้นโดยไม่มีการอธิบายอย่างละเอียดถึงเหตุผลและหลักฐานที่รองรับ การขาดความชัดเจนและโปร่งใสอาจนำไปสู่กฎระเบียบที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการยอมรับ Bitcoin ในภาคการเงินกระแสหลัก การที่ธนาคารจะสามารถรวม Bitcoin เข้าไปในพอร์ตโฟลิโอหรือให้บริการที่เกี่ยวข้องได้อย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับกรอบกฎหมายและข้อบังคับเหล่านี้เป็นอย่างมาก หากกฎเกณฑ์ไม่ชัดเจนหรือไม่สมเหตุสมผล ก็อาจขัดขวางนวัตกรรมและจำกัดการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลในระบบการเงิน ทำความเข้าใจ Basel III และการปรับปรุงกฎระเบียบ Basel III คือกรอบการกำกับดูแลระหว่างประเทศที่กำหนดมาตรฐานสำหรับเงินทุนของธนาคาร การบริหารความเสี่ยง และความโปร่งใส ถูกพัฒนาขึ้นโดยคณะกรรมการบาเซิลว่าด้วยการกำกับดูแลธนาคาร (Basel Committee on Banking Supervision – BCBS) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบธนาคารทั่วโลก หลังจากวิกฤตการเงินโลกในปี 2008 วัตถุประสงค์หลักของ Basel III คือการเพิ่มความยืดหยุ่นของธนาคาร ลดความเสี่ยงของความล้มเหลว และปกป้องผู้ฝากเงินและระบบการเงินโดยรวม กรอบนี้กำหนดให้ธนาคารต้องมีเงินทุนสำรองที่เพียงพอเพื่อรองรับความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านตลาด และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ การปรับปรุงกฎระเบียบในสหรัฐฯ โดยหน่วยงานเช่น Federal Reserve, OCC และ FDIC มีเป้าหมายเพื่อนำมาตรฐาน Basel III มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศ ซึ่งรวมถึงการพิจารณาถึงสินทรัพย์ใหม่ๆ อย่าง Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ที่ยังไม่มีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนในระดับสากล ช่องว่างสำหรับ Bitcoin ในกรอบการกำกับดูแลของ Basel ประเด็นหลักที่ Pierre Rochard และผู้เชี่ยวชาญหลายคนกังวลคือวิธีการที่ BCBS และหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ จะจัดหมวดหมู่และกำหนดข้อกำหนดด้านเงินทุนสำหรับ Bitcoin ภายใต้กรอบ Basel III BCBS ได้เสนอแนวทางสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก: กลุ่มที่ 1 (Group 1): สินทรัพย์ที่อยู่ในหมวดสินทรัพย์แบบดั้งเดิม (tokenized traditional assets) หรือสินทรัพย์ที่มีกลไกความเสถียรที่แข็งแกร่ง เช่น Stablecoins ที่ได้รับการกำกับดูแลอย่างดี สินทรัพย์เหล่านี้จะได้รับการปฏิบัติคล้ายกับสินทรัพย์ดั้งเดิม โดยมีข้อกำหนดด้านเงินทุนที่ต่ำกว่า กลุ่มที่ 2 (Group 2): สินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ที่มีความผันผวนสูงและมีความเสี่ยงเฉพาะตัว เช่น Bitcoin และ Ethereum สินทรัพย์ในกลุ่มนี้จะถูกกำหนดให้มีน้ำหนักความเสี่ยง (risk weight) สูงถึง 1250% ซึ่งหมายความว่าธนาคารจะต้องสำรองเงินทุนเท่ากับมูลค่าเต็มของสินทรัพย์ที่ถือครอง (1:1 capital backing) หากต้องการถือครอง Bitcoin โดยตรง ข้อกำหนดเงินทุนที่สูงถึง 1250% นี้เองที่ถูกมองว่าเป็น ‘ช่องว่าง’ หรือ ‘กำแพง’ ที่จะทำให้การถือครอง Bitcoin โดยธนาคารเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าในทางปฏิบัติ ซึ่งอาจเท่ากับการห้ามไม่ให้ธนาคารมีส่วนร่วมโดยตรงกับ Bitcoin โดยปริยาย หากไม่มีการอธิบายอย่างชัดเจนว่าทำไมความเสี่ยงถึงถูกประเมินไว้สูงขนาดนั้น ผลกระทบต่อสถาบันการเงินและอนาคตของ Bitcoin หากหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ นำข้อกำหนดด้านเงินทุนที่เข้มงวดเหล่านี้มาใช้อย่างไม่โปร่งใสและไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งสถาบันการเงินและตลาด Bitcoin Pierre Rochard ซีอีโอของ Bitcoin Bond Company กล่าวอย่างชัดเจนว่า “การปรับปรุงกฎระเบียบ Basel III ของสหรัฐฯ ไม่สามารถตัดสินใจอย่างเงียบๆ ว่าธนาคารจะปฏิบัติต่อ Bitcoin อย่างไร โดยปราศจากการอธิบายกฎเกณฑ์และหลักฐานที่อยู่เบื้องหลังอย่างชัดเจน” สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือธนาคารอาจลังเลที่จะให้บริการที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสินทรัพย์ การซื้อขาย หรือการให้กู้ยืม เนื่องจากต้นทุนด้านเงินทุนที่สูงเกินไป ซึ่งสอดคล้องกับ ความพยายามในการควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลของสภาฯ สหรัฐฯ ผลกระทบนี้อาจทำให้กิจกรรมเกี่ยวกับ Bitcoin ถูกผลักออกจากระบบธนาคารที่มีการควบคุม ไปยังแพลตฟอร์มหรือสถาบันที่ไม่ได้รับการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบและทำให้เกิดความท้าทายในการปกป้องผู้บริโภคมากขึ้น นอกจากนี้ยังอาจชะลอการยอมรับ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ทางการเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายในวงกว้าง ความโปร่งใสและการพิจารณาจากหลักฐาน: กุญแจสำคัญสู่กฎระเบียบที่เป็นธรรม ข้อเรียกร้องของ Pierre Rochard เน้นย้ำถึงความสำคัญของ ความโปร่งใส และ การตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักฐาน ในกระบวนการกำหนดกฎระเบียบสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้กฎระเบียบที่ออกมามีความสมดุลและมีประสิทธิภาพ หน่วยงานกำกับดูแลจำเป็นต้อง: ให้ความชัดเจนในกฎระเบียบ: อธิบายอย่างละเอียดถึงวิธีการประเมินความเสี่ยงและเหตุผลเบื้องหลังข้อกำหนดด้านเงินทุน นำเสนอหลักฐานและเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ: แสดงข้อมูลและงานวิจัยที่สนับสนุนการจัดหมวดหมู่ Bitcoin และข้อกำหนดด้านเงินทุนที่เสนอ เปิดโอกาสให้สาธารณชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้แสดงความคิดเห็น: สร้างเวทีสำหรับการหารืออย่างเปิดเผยกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม นักลงทุน และนักวิชาการ หลีกเลี่ยงการกำหนดนโยบายโดยไม่โปร่งใส: การตัดสินใจที่สำคัญควรผ่านกระบวนการที่ตรวจสอบได้และเปิดเผยต่อสาธารณะ การมีส่วนร่วมของสาธารณะและผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถทำความเข้าใจธรรมชาติที่ซับซ้อนของ Bitcoin และเทคโนโลยีบล็อกเชนได้ดียิ่งขึ้น นำไปสู่การพัฒนากฎระเบียบที่ส่งเสริมความมั่นคงทางการเงินในขณะเดียวกันก็ไม่ขัดขวางนวัตกรรม การที่ตลาด Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การปรับปรุงกฎระเบียบจึงต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า นักลงทุนในตลาด Bitcoin กำลังมองหาวิธีการใหม่ๆ ในการสร้างผลตอบแทน บทสรุป: ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย การตัดสินใจของหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ เกี่ยวกับ Bitcoin ภายใต้กรอบ Basel III มีนัยยะสำคัญต่อนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนในประเทศไทยด้วย แม้ว่ากฎระเบียบเหล่านี้จะบังคับใช้โดยตรงกับธนาคารในสหรัฐฯ แต่มาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่สหรัฐฯ นำมาใช้มักจะกลายเป็นแบบอย่างหรือมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายในประเทศอื่นๆ หากธนาคารในสหรัฐฯ ถูกจำกัดอย่างมากในการเข้าถึงหรือให้บริการเกี่ยวกับ Bitcoin อาจส่งผลให้ความต้องการจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่ลดลง ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อราคา Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ในระยะสั้นถึงกลาง ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวัง สำหรับนักลงทุนไทย การติดตามข่าวสารและพัฒนาการด้านกฎระเบียบในตลาดต่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญ การทำความเข้าใจว่า บิตคอยน์ Basel III จะถูกตีความและนำไปใช้อย่างไร จะช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินความเสี่ยงและโอกาสในการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างรอบคอบมากขึ้นในอนาคต บทความนี้รวบรวมข้อมูลจาก CoinTelegraph Post navigation นักลงทุนรายย่อยหมดอิทธิพลเหนือราคา Bitcoin ระยะสั้น? บิตคอยน์: 6 เดือนขาดทุนครั้งแรกนับแต่ปี 2018