การชำระเงิน Visa Stablecoin บนเครือข่าย Polygon และ Base แสดงถึงนวัตกรรมการเงินดิจิทัล

Visa บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายการชำระเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลก กำลังก้าวเข้าสู่โลกของสกุลเงินดิจิทัลอย่างจริงจังอีกครั้ง ด้วยการประกาศขยายโครงการนำร่องการชำระเงินด้วย Stablecoin ไปยังบล็อกเชนสองเครือข่ายหลัก ได้แก่ Polygon และ Base การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ Visa ในการสำรวจศักยภาพของสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับการชำระเงินทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยอดการดำเนินงานสำหรับการชำระเงินด้วย Stablecoin พุ่งทะลุ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีแล้ว

ข่าวนี้ถูกเปิดเผยโดย CoinTelegraph ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จเบื้องต้นของการชำระเงินแบบ On-chain (บนบล็อกเชน) ในระบบการชำระเงินทั่วโลก การผนวก Polygon และ Base เข้ามาในระบบนิเวศของ Visa ถือเป็นการเพิ่มเครือข่ายบล็อกเชนที่ Visa ทำงานร่วมด้วยเป็นเก้าเครือข่าย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการหลอมรวมระหว่างการเงินแบบดั้งเดิม (TradFi) และการเงินแบบกระจายอำนาจ (DeFi) กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

การขยายตัวของ Visa ในโลก Stablecoin และบล็อกเชน

Visa ไม่ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่ในวงการคริปโตเคอร์เรนซี บริษัทได้เริ่มต้นศึกษาและทดลองใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนมานานหลายปี ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะใช้สินทรัพย์ดิจิทัลและบล็อกเชนในการปรับปรุงประสิทธิภาพของการชำระเงินข้ามพรมแดน โครงการนำร่องก่อนหน้านี้ของ Visa ได้มุ่งเน้นไปที่การใช้ Stablecoin อย่าง USDC (USD Coin) บนเครือข่าย Ethereum และ Solana เพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระค่าธรรมเนียมกับพันธมิตร

การที่ Visa เลือก Stablecoin เป็นหัวใจหลักในการทดลองนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ Stablecoin คือสกุลเงินดิจิทัลที่ถูกตรึงมูลค่าไว้กับสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้มีราคาไม่ผันผวนเท่ากับคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ เช่น Bitcoin หรือ Ethereum ด้วยเสถียรภาพด้านราคา ทำให้ Stablecoin เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเป็นสื่อกลางในการชำระเงิน ที่ต้องการความแน่นอนและรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องแปลงกลับเป็นสกุลเงิน Fiat บ่อยครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามของ Visa ที่จะสร้าง ‘ธนาคาร On-chain’ เพื่อปลดล็อกการเงินไร้พรมแดน

Stablecoin: สะพานเชื่อมโลกการเงินดั้งเดิมและดิจิทัล

ในบริบทของการชำระเงินระหว่างประเทศ Stablecoin มีศักยภาพที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาหลายอย่างที่ระบบการเงินแบบดั้งเดิมเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมที่สูง ระยะเวลาในการทำธุรกรรมที่ยาวนาน และความซับซ้อนของตัวกลางหลายฝ่าย การใช้ Stablecoin ในการชำระเงินสามารถลดต้นทุนและเวลาลงได้อย่างมหาศาล ทำให้การโอนเงินข้ามประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับ Visa การใช้ Stablecoin ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทดลองเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นการมองหาโซลูชันที่สามารถตอบสนองความต้องการของธุรกิจและผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคดิจิทัล การที่ปริมาณการชำระเงินด้วย Stablecoin เติบโตอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าตลาดมีความต้องการและพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงนี้

เจาะลึกเครือข่าย Polygon และ Base: เหตุใด Visa จึงเลือก?

การตัดสินใจเพิ่ม Polygon และ Base เข้ามาในโครงการนำร่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการพิจารณาอย่างรอบคอบของ Visa ในการเลือกใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนที่เหมาะสม

Polygon เป็นเครือข่าย Layer-2 (เลเยอร์ 2) ที่ทำงานอยู่บน Ethereum ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านความสามารถในการขยายขนาด (Scalability) และค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่ต่ำกว่า Ethereum Mainnet อย่างมาก ด้วยสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาเพื่อรองรับปริมาณธุรกรรมจำนวนมาก Polygon จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการชำระเงินในระดับองค์กรที่ต้องการความรวดเร็วและประหยัด

ส่วน Base เป็นบล็อกเชน Layer-2 ที่พัฒนาโดย Coinbase หนึ่งในแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก Base สร้างขึ้นบนเทคโนโลยี Optimism Stack ซึ่งเน้นการพัฒนาที่เปิดกว้างสำหรับนักพัฒนา และมีระบบนิเวศที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การที่ Base มีความเชื่อมโยงกับ Coinbase ทำให้มีโอกาสในการเข้าถึงผู้ใช้งานและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับคริปโตจำนวนมาก

เหตุผลหลักที่ Visa เลือกบล็อกเชน Layer-2 เหล่านี้ มีดังนี้:

  • ความสามารถในการขยายขนาด: รองรับปริมาณธุรกรรมได้มากกว่า Ethereum Mainnet ซึ่งสำคัญต่อการชำระเงินระดับโลก
  • ค่าธรรมเนียมต่ำ: ลดต้นทุนการทำธุรกรรมลงอย่างมาก ทำให้การใช้ Stablecoin ในการชำระเงินมีประสิทธิภาพด้านต้นทุน
  • ความเร็วในการทำธุรกรรม: ธุรกรรมได้รับการยืนยันรวดเร็วกว่า ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน
  • ระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง: ทั้ง Polygon และ Base มีนักพัฒนาและโปรเจกต์จำนวนมาก ซึ่งเอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม

ตัวเลขที่น่าจับตา: ยอดการชำระเงิน 7 พันล้านดอลลาร์

การที่ Visa รายงานว่ายอดการดำเนินงานสำหรับการชำระเงินด้วย Stablecoin แตะระดับ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี (run rate) ถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจ ตัวเลข ‘run rate’ นี้เป็นการประมาณการยอดรวมต่อปีจากปริมาณธุรกรรมปัจจุบัน ซึ่งบ่งชี้ว่าการใช้งาน Stablecoin สำหรับการชำระเงินของ Visa กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและมีนัยสำคัญ

ความสำเร็จนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของ Visa เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงแนวโน้มที่กว้างขึ้นของการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะเครื่องมือสำหรับการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพ การเติบโตของปริมาณ Stablecoin แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นจากทั้งองค์กรและผู้ใช้งาน ว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงได้

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเงินและอนาคตการชำระเงิน

การที่ยักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงินอย่าง Visa ก้าวเข้ามาในพื้นที่นี้อย่างจริงจัง มีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมการเงินในหลายมิติ

ประการแรก คือการเร่งให้เกิดการหลอมรวมระหว่างการเงินแบบดั้งเดิมและการเงินดิจิทัล เส้นแบ่งระหว่าง TradFi และ DeFi จะเริ่มจางลง เมื่อบริษัทการเงินขนาดใหญ่เริ่มนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในบริการหลักของตน

ประการที่สอง คือประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการลดต้นทุน ระบบการชำระเงินแบบ On-chain มีศักยภาพที่จะเข้ามาปฏิวัติการโอนเงินข้ามประเทศ ทำให้การส่งเงินเป็นไปอย่างรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งธุรกิจขนาดเล็กและองค์กรขนาดใหญ่

“การที่ Visa ขยายการรองรับบล็อกเชน Layer-2 อย่าง Polygon และ Base สำหรับการชำระเงินด้วย Stablecoin ไม่ใช่แค่การทดลอง แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับอนาคตของการเงินที่ไร้พรมแดน นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังก้าวข้ามจากสินทรัพย์เก็งกำไรไปสู่เครื่องมือการชำระเงินที่ใช้งานได้จริงในระดับโลก” ผู้เชี่ยวชาญด้านฟินเทครายหนึ่งกล่าวเสริม ซึ่งสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการเปลี่ยนแปลงนี้

นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของ Visa ยังอาจเป็นแรงผลักดันให้เกิดการยอมรับคริปโตเคอร์เรนซีในวงกว้างขึ้น เมื่อผู้คนเห็นว่าบริษัทที่คุ้นเคยกำลังใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในการทำธุรกรรมจริง ความเชื่อมั่นและการเปิดรับก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนตลาดคริปโตให้เติบโตยิ่งขึ้น และอาจส่งผลดีต่อตลาดในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีสถาบันการเงินขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น เช่นเดียวกับที่เห็นในการเปิดตัว GSR Crypto Core3 ETF ที่ช่วยให้การลงทุนในคริปโตง่ายขึ้นสำหรับนักลงทุนทั่วไป

ความท้าทายและโอกาสข้างหน้า

แม้จะมีศักยภาพมหาศาล แต่การนำ Stablecoin มาใช้ในการชำระเงินในระดับโลกก็ยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น กฎระเบียบที่ยังไม่ชัดเจนในหลายประเทศ ความกังวลด้านความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม และความเข้าใจของผู้ใช้งานที่ยังต้องพัฒนาต่อไป อย่างไรก็ตาม การที่ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Visa เข้ามามีส่วนร่วม จะช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนากฎหมายและมาตรฐานที่จำเป็น

ในทางกลับกัน โอกาสก็มีมากมาย การเพิ่มบล็อกเชนต่างๆ เข้ามาในระบบนิเวศของ Visa จะเปิดประตูสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านการเงิน การชำระเงินแบบ programmable money และบริการทางการเงินที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับประชากรที่ไม่มีบัญชีธนาคารทั่วโลก

สรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

การที่ Visa ขยายการรองรับการชำระเงินด้วย Stablecoin ไปยังบล็อกเชน Polygon และ Base พร้อมยอดการดำเนินงานที่น่าประทับใจถึง 7 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ถือเป็นข่าวดีและมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งตลาดคริปโตเคอร์เรนซีและระบบการเงินทั่วโลก

สำหรับนักลงทุนคริปโตไทย:

  • Stablecoin: การที่ Visa ให้ความสำคัญกับ Stablecoin อย่าง USDC จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและการใช้งานจริงของ Stablecoin ในระยะยาว ทำให้ Stablecoin กลายเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศการเงินดิจิทัล
  • Altcoins ที่เกี่ยวข้อง: เครือข่ายอย่าง Polygon (MATIC) และ Base (ซึ่งไม่มีโทเคนเป็นของตัวเอง แต่มีระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกับ Ethereum และ Coinbase) จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการถูกนำไปใช้ในบริการระดับโลก สิ่งนี้อาจส่งผลให้มูลค่าของโทเคนเหล่านี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นในระยะยาว หากการใช้งานจริงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
  • ภาพรวมตลาด: การยอมรับจากองค์กรขนาดใหญ่เช่น Visa เป็นสัญญาณบวกที่แข็งแกร่งสำหรับตลาดคริปโตโดยรวม แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังเติบโตและถูกผนวกรวมเข้ากับเศรษฐกิจกระแสหลัก ซึ่งอาจสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรายย่อยและดึงดูดเงินทุนจากสถาบันเพิ่มขึ้น

สำหรับนักลงทุนในตลาดดั้งเดิมและฟินเทคไทย:

  • บริษัทฟินเทค: บริษัทฟินเทคในประเทศไทยที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและกำลังมองหาโอกาสในการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ ควรจับตาการพัฒนาของ Visa อย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือแนวทางที่อาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการชำระเงิน
  • หุ้นบริษัทเทคโนโลยีการชำระเงิน: การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีการชำระเงินแบบดั้งเดิม หากไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยีบล็อกเชนได้

โดยรวมแล้ว การเคลื่อนไหวของ Visa ตอกย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในโลกของการเงิน ซึ่งจะทำให้การชำระเงินมีความรวดเร็ว ถูกลง และเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม นักลงทุนไทยควรศึกษาและทำความเข้าใจถึงผลกระทบเหล่านี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและคว้าโอกาสในการลงทุนในยุคที่การเงินดิจิทัลกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น

แหล่งที่มา: CoinTelegraph

By admin

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *