ในโลกของสกุลเงินดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Jeremy Allaire ซีอีโอของ Circle ผู้สร้างเหรียญ Stablecoin ยอดนิยมอย่าง USDC ได้ออกมาแสดงมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับ หยวน Stablecoin แม้ว่ารัฐบาลจีนจะมีนโยบายควบคุมสกุลเงินดิจิทัลภาคเอกชนอย่างเข้มงวด และกำลังเร่งผลักดันสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) ของตนเอง หรือที่รู้จักกันในชื่อ e-CNY (Digital Yuan) เพื่อท้าทายอิทธิพลของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในตลาดโลก Allaire กลับมองเห็น ‘โอกาสมหาศาล’ สำหรับเหรียญ Stablecoin ที่อ้างอิงกับเงินหยวน มุมมองนี้สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้มงวดที่สุดในโลกเกี่ยวกับการห้ามซื้อขายและถือครองสกุลเงินดิจิทัล อย่างไรก็ตาม Allaire เชื่อว่าตลาดโลกยังคงมีความต้องการเครื่องมือทางการเงินดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพสำหรับการทำธุรกรรมในสกุลเงินหยวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการค้าระหว่างประเทศ โอกาสของหยวน Stablecoin ท่ามกลางอุปสรรคจากจีน ประเด็นหลักที่ Allaire เน้นย้ำคือ ความต้องการ หยวน Stablecoin ที่มีการกำกับดูแลและปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด สำหรับใช้ในการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการค้าขายทั่วโลก Allaire เชื่อว่าในขณะที่จีนกำลังผลักดัน e-CNY เป็นทางเลือกดิจิทัลที่ออกโดยรัฐบาล แต่ก็ยังมีช่องว่างสำหรับเหรียญ Stablecoin ที่ออกโดยภาคเอกชน ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะของธุรกิจและบุคคลที่ต้องการความยืดหยุ่นและทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น Circle ประสบความสำเร็จอย่างมากกับ USDC ซึ่งเป็น Stablecoin ที่ผูกกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และเป็นหนึ่งใน Stablecoin ที่ใหญ่ที่สุดในตลาด ด้วยประสบการณ์นี้ ทำให้ Allaire มองเห็นศักยภาพในการขยายโมเดลนี้ไปยังสกุลเงินอื่นๆ รวมถึงเงินหยวนด้วย Stablecoin คืออะไร? สำหรับผู้อ่านที่อาจไม่คุ้นเคย Stablecoin คือ สกุลเงินดิจิทัลประเภทหนึ่งที่ออกแบบมาให้มีมูลค่าคงที่ โดยผูกกับสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ เช่น สกุลเงิน Fiat (อย่างดอลลาร์สหรัฐฯ หรือหยวน) ทองคำ หรือสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อลดความผันผวนของราคาที่มักพบในสกุลเงินดิจิทัลทั่วไป เช่น Bitcoin หรือ Ethereum ทำให้ Stablecoin เหมาะสำหรับการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน การโอนเงิน หรือการเก็บรักษามูลค่า โดยไม่เสี่ยงต่อการที่มูลค่าจะลดลงหรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเภทหลักของ Stablecoin: Fiat-backed: ผูกกับสกุลเงิน Fiat เช่น USDC (ดอลลาร์สหรัฐฯ), USDT (ดอลลาร์สหรัฐฯ) Commodity-backed: ผูกกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ Crypto-backed: ผูกกับสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ โดยมีหลักประกันเกินมูลค่า Algorithmic: ใช้กลไกทางอัลกอริทึมเพื่อรักษามูลค่า นโยบายจีนกับการควบคุมคริปโตและ CBDC จีนมีประวัติที่ยาวนานในการควบคุมและปราบปรามสกุลเงินดิจิทัลภาคเอกชน ตั้งแต่การห้ามการระดมทุน ICO (Initial Coin Offering) ในปี 2017 ไปจนถึงการแบนการขุดคริปโตและการซื้อขายทั้งหมดในปี 2021 นโยบายเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน การฟอกเงิน และเพื่อรักษาอำนาจในการควบคุมเศรษฐกิจของรัฐบาล ในขณะเดียวกัน จีนได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในการพัฒนากสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) หรือ e-CNY (Digital Yuan) โดยมีการทดลองใช้งานอย่างกว้างขวางในหลายเมืองและหลายภาคส่วนของประเทศ e-CNY ถูกออกแบบมาเพื่อ: เสริมสร้างการควบคุมทางการเงิน: ช่วยให้ธนาคารกลางสามารถติดตามและควบคุมการไหลเวียนของเงินได้ดียิ่งขึ้น อำนวยความสะดวกในการชำระเงินข้ามพรมแดน: ลดต้นทุนและระยะเวลาในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ท้าทายอิทธิพลของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ: โดยเฉพาะในด้านการค้าระหว่างประเทศและการเงินโลก เพิ่มประสิทธิภาพการกระจายเงิน: ในกรณีเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือการกระตุ้นเศรษฐกิจ ข้อมูลจาก People’s Bank of China (PBOC) ระบุว่า ณ สิ้นปี 2022 มูลค่าธุรกรรมสะสมของ e-CNY ทะลุ 1.8 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยมีผู้ใช้งานกว่า 261 ล้านคน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการผลักดัน CBDC ของตน ความแตกต่างระหว่าง Stablecoin และ CBDC แม้ว่าทั้ง Stablecoin และ CBDC จะเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่ แต่มีความแตกต่างพื้นฐานที่สำคัญ: “Stablecoin โดยทั่วไปถูกออกโดยภาคเอกชนและมักจะดำเนินการบนบล็อกเชนสาธารณะ ทำให้มีความโปร่งใสและการกระจายอำนาจในระดับหนึ่ง ในทางกลับกัน CBDC เช่น e-CNY ถูกออกและควบคุมโดยธนาคารกลางของประเทศนั้นๆ ซึ่งหมายถึงการรวมศูนย์อำนาจอย่างสมบูรณ์ และมักจะมีการควบคุมความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานที่สูงกว่า” Stablecoin มีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่หลากหลายกว่า ในขณะที่ CBDC มีเป้าหมายหลักในการเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินและอำนาจอธิปไตยของรัฐ เหตุใด Circle จึงมองเห็นศักยภาพใน หยวน Stablecoin? มุมมองของ Jeremy Allaire ไม่ได้ขัดแย้งกับนโยบายของจีนโดยตรง แต่เป็นการมองหาช่องว่างในระบบนิเวศทางการเงินดิจิทัล จีนเป็นมหาอำนาจทางการค้าอันดับต้นๆ ของโลก และมีการทำธุรกรรมในสกุลเงินหยวนจำนวนมหาศาลทุกวัน การพึ่งพาระบบธนาคารแบบดั้งเดิมอาจมีข้อจำกัดในด้านความเร็ว ต้นทุน และประสิทธิภาพ Allaire ชี้ให้เห็นว่า หากมี หยวน Stablecoin ที่ได้รับการกำกับดูแลและออกโดยภาคเอกชนที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ก็จะสามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งสำหรับ: การค้าระหว่างประเทศ: ช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถชำระเงินในสกุลเงินหยวนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การโอนเงิน: ลดต้นทุนและระยะเวลาในการส่งเงินข้ามประเทศ การเข้าถึงตลาดจีน: สำหรับธุรกิจต่างชาติที่ต้องการทำธุรกรรมในสกุลเงินหยวนโดยไม่ผ่านระบบธนาคารแบบดั้งเดิมทั้งหมด แนวคิดนี้สอดคล้องกับการเติบโตของเทคโนโลยี Tokenization และการนำสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริงมาแปลงเป็นโทเค็นดิจิทัล ซึ่งกำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ดังที่เห็นได้จากข่าว L&G Asset Management ผนึก Calastone นำ $6.8 หมื่นล้าน สู่กองทุนโทเค็น หรือ Morgan Stanley ชี้ “Tokenization” ก้าวใหญ่ธุรกิจความมั่งคั่ง สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ทางการเงินที่เปิดกว้างสำหรับนวัตกรรมใหม่ๆ การสร้าง หยวน Stablecoin ที่ ‘ได้รับอนุญาต’ (permissioned) และ ‘กำกับดูแล’ อาจเป็นกุญแจสำคัญ ซึ่งหมายถึงการที่เหรียญนี้จะถูกควบคุมการเข้าถึงและใช้งานโดยผู้ที่ได้รับอนุญาตและปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นจุดที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ระหว่างความต้องการของตลาดและนโยบายการควบคุมของจีน บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย มุมมองของ Jeremy Allaire สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของ Stablecoin ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการเงิน แม้จะเผชิญกับข้อจำกัดด้านกฎระเบียบที่เข้มงวด โดยเฉพาะในกรณีของจีนที่กำลังผลักดัน CBDC ของตนเองอย่างเต็มที่ การเกิดขึ้นของ หยวน Stablecoin ที่ได้รับการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม อาจสร้างมิติใหม่ให้กับการค้าระหว่างประเทศและบทบาทของเงินหยวนในระบบการเงินโลก สำหรับนักลงทุนไทย ผลกระทบโดยตรงจากการพัฒนา หยวน Stablecoin อาจยังไม่ชัดเจนในทันที เนื่องจากตลาดคริปโตในไทยยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวดและผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ซื้อขายได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาดูแนวโน้มเหล่านี้อย่างใกล้ชิด: ผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ: หาก หยวน Stablecoin ได้รับการยอมรับในระดับสากล อาจส่งผลให้การทำธุรกรรมกับจีนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจส่งออกและนำเข้าของไทย การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเงินโลก: การแข่งขันระหว่าง CBDC และ Stablecoin จะยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในระบบการชำระเงิน โอกาสในการกระจายความเสี่ยง: แม้จะยังไม่สามารถเข้าถึงได้โดยตรง แต่การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Stablecoin สกุลเงินต่างๆ จะช่วยให้นักลงทุนมีความรู้และเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสใหม่ๆ ในอนาคต ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของ หยวน Stablecoin จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างความสมดุลระหว่างนวัตกรรม ความน่าเชื่อถือ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นความท้าทายที่ Circle พร้อมจะเผชิญ อ้างอิงจาก CoinTelegraph Post navigation โดจคอยน์พุ่ง 4.5% แซง Bitcoin และ Ethereum: สัญญาณบวกหรือชั่วคราว?